SWU - Economics

จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน

Global Vision : ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ austin_manason@yahoo.co.uk  กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนึ่งในสาเหตุหลักของแทบทุกความขัดแย้ง คือ ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น อันเป็นจุดบกพร่องหลักของ ระบบทุนนิยม ที่เน้นความมี ประสิทธิภาพ แต่มิได้คำนึงถึง ความเท่าเทียมกัน และ ความเป็นธรรม ของผู้ด้อยโอกาสเท่าที่ควร

ถ้าระบบทุนนิยมไม่สามารถโอบอุ้มประชาชน ผู้ด้อยโอกาส ได้แล้ว ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้พวกเขาได้ ตำราเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานบอกเราว่า ผู้ที่จะโอบอุ้ม ควรเป็น ภาครัฐ ที่จะต้องจัดหาสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้เขาเหล่านั้นดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยยังคงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างครบถ้วน

หากรัฐบาลใดไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์ใหญ่ของนักเศรษฐศาสตร์ไทยแทบทุกคน เคยบรรยายไว้อย่างเข้าใจง่ายยิ่งในบทความชื่อเดียวกันกับบทความนี้

สิ่งที่อาจารย์ป๋วยกล่าว ก็คือ รูปแบบพื้นฐานของ "รัฐสวัสดิการ" ที่ประเทศกลุ่ม สแกนดิเนเวีย หรือนอร์ดิก อันได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์ นำมาใช้ดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และประสบความสำเร็จมาแล้วนั่นเอง

ลักษณะพิเศษที่สำคัญของรัฐสวัสดิการในรูปแบบของ นอร์ดิก นั้น มี 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ภาครัฐมีขนาดใหญ่ โดยมีการเก็บภาษีในระดับสูง แต่ก็มีรายจ่ายภาครัฐสูงเช่นกัน สอง มีระบบสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างดี และสาม มีเศรษฐกิจที่มั่นคง ประชาชนกินดีอยู่ดี และที่สำคัญที่สุด คือ มีความเหลื่อมล้ำชนชั้นน้อยมาก

สาเหตุที่ภาครัฐของประเทศกลุ่มนอร์ดิกมีขนาดใหญ่นั้น เนื่องจากภาครัฐทำหน้าที่เป็นกลจักรสำคัญ ให้เศรษฐกิจเคลื่อนได้ โดยมีขนาดเกือบครึ่งของระบบเศรษฐกิจ (หรือเกือบ 50% ของจีดีพี สูงกว่าระดับประมาณ 19% ของไทย) ทำให้จำเป็นต้องเก็บภาษีมากไปด้วย

รายได้ของรัฐบาลนอร์ดิกมีเกินกว่า 50% ของจีดีพี เป็นเหตุให้ในช่วงก่อนวิกฤติการเงินในปีที่แล้ว กลุ่มนอร์ดิกมีการเกินดุลงบประมาณถึง 3-18% ของจีดีพี และสามารถมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจยามตกต่ำได้

แน่นอนว่า รายได้ที่มากนั้น ส่วนใหญ่ย่อมมาจากภาษี โดยอัตรา ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา เป็นรูปแบบขั้นบันได (Progressive Tax) เช่นเดียวกับไทย แต่ เพดานภาษีขั้นสูงสุด นั้น สูงถึงประมาณระดับ 50% ของรายได้ทีเดียว

แต่ที่น่าประหลาดใจ คือ อัตรา ภาษีนิติบุคคล อยู่ในระดับไม่สูงนัก ที่ประมาณ 25% ขณะที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อันเป็นภาษีที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคนั้นสูงกว่าไทยมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 25% (สูงกว่าไทยที่ 7%)

สาเหตุที่มีอัตราภาษีสูง ก็เพราะภาครัฐมีรายจ่ายเพื่อสวัสดิการประชาชนมาก โดยดูแลทั้งชีวิต ตั้งแต่ ระบบอนุบาลเด็กเล็ก-รับเลี้ยงเด็ก (Child Care) ระบบการศึกษา ระบบประกันสังคมประกันสุขภาพ และ ระบบบำเหน็จบำนาญ ที่ดี โดยจะเป็นผู้จัดหาให้กับประชาชนทั้งหมด ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่

นอกจากนั้น ยังน่าประหลาดใจด้วยว่า แม้กลุ่มประเทศดังกล่าวมีการบริหารจัดการระบบสวัสดิการที่ดีเยี่ยม แต่ค่าใช้จ่ายในด้านสวัสดิการ กลับไม่ได้ได้สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วรายอื่นๆ มากมายนัก

ค่าใช้จ่ายด้านระบบประกันสุขภาพ อยู่ที่ประมาณ 8.7% ของจีดีพีเท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ยุโรป ที่ 9.9% และ สหรัฐ ที่ 15.8% อย่างมาก และยังสามารถทำให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้ เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่ คนชั้นล่าง ที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพ ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่แพงลิ่ว อันนำไปสู่การปฏิรูประบบประกันสุขภาพของ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา นั่นเอง

ด้วยระบบสวัสดิการที่เป็นเลิศ บวกกับคุณธรรมเฉพาะตัวของชาวนอร์ดิกที่ขยันขันแข็ง และทุ่มเทให้กับการทำงานเต็มที่หากสามารถทำได้ ทำให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศนอร์ดิกดีเยี่ยม ประชาชนอยู่ดีกินดีโดยแม้ว่าอัตราขยายตัวของจีดีพี ที่ประมาณ 2-4% ต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะไม่พุ่งปรู๊ดปร๊าดเหมือนประเทศที่เน้นการแข่งขัน

แต่หากเทียบรายได้ต่อหัวแล้วถือว่าดีมาก โดยติด 20 อันดับแรกของโลก (นอร์เวย์เป็นที่ 3 ของโลก) ซึ่งสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะประเทศนอร์ดิกมีกำลังแรงงานมาก เนื่องจากมีระบบดูแลเด็กเล็กที่ดี และไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้มีสตรีเข้ามาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น

สภาพเศรษฐกิจที่ดี สวัสดิการเยี่ยม ทำให้ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น ของชาวนอร์ดิกอยู่ในระดับต่ำ โดยเมื่อวัดจากค่าความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น (Gini Coefficient) ในสเกล 0-100 พบว่าอยู่ที่ระดับประมาณ 25.6 เท่านั้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปที่ 31.7 และไทยที่ 42.0 อย่างมาก นอกจากนั้น เสถียรภาพเศรษฐกิจ ก็ยังดีเยี่ยม มีอัตรา ว่างงาน และ เงินเฟ้อ ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

ยิ่งเมื่อรวมกับความจริงที่ว่า ประเทศในกลุ่มนอร์ดิก โดยเฉพาะ สวีเดน และ ฟินแลนด์ เคยประสบกับวิกฤติการเงินเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 แต่สามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยการมี วินัยการคลัง ลดรายจ่าย ภาครัฐที่ไม่จำเป็น ทำงานหนัก ขึ้น

โดยเฉพาะในสวีเดน มีการบริหารจัดการวิกฤติการเงินอย่างดีเยี่ยม โดยมีการจัดตั้ง บรรษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ Bad Bank/Good Bank (อันเป็นต้นกำเนิดของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ของไทยในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง) เพื่อแก้ปัญหาภาคการเงินอย่างเป็นระบบ อาจกล่าวได้ว่าระบบเศรษฐกิจสังคมของกลุ่มนอร์ดิกนั้นเป็นดั่ง รัฐในอุดมคติ (Utopia) ได้ทีเดียว

แน่นอนว่า รัฐอุดมคตินั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไร้ซึ่ง ข้อเสีย โดยอาจกล่าวสรุปได้ 2 ประการ หนึ่ง รายจ่ายค่าสวัสดิการรัฐที่สูงลิ่ว นั้น ทำให้ต้องเก็บรายได้เข้ารัฐให้มากขึ้น และ/หรือลดทอนรายจ่ายด้านอื่น ซึ่งจะทำให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ และสอง สวัสดิการที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาให้ประชาชนนั้น น่าจะมี คุณภาพต่ำ กว่าการที่ให้ภาคเอกชนทำเอง เนื่องจากการแข่งขันจะทำให้ประสิทธิภาพของการให้บริการดีขึ้น

ในประการแรกนั้น จะเห็นได้ว่าแม้รัฐนอร์ดิกจะเก็บภาษีในอัตราที่สูงลิ่ว แต่จะเห็นได้ว่าเป็นการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นหลัก

ภาษีแบบแรกนั้น ทำให้คนที่มีรายได้สูงต้องจ่ายมากตามหลักอัตราก้าวหน้า เพื่อสังคมที่เป็นธรรมขึ้น ในขณะที่แบบหลังนั้นจะทำให้ผู้คนลดการบริโภคลง และเก็บออมมากขึ้น เงินออมดังกล่าวจะผันมาสู่ภาคธุรกิจอีกครั้งผ่านการที่ภาคเอกชนเข้ากู้เงิน กับธนาคาร เพื่อนำไปสู่การลงทุนอีกครั้ง และการลงทุนภาคเอกชนนี้เอง ที่เป็นรากฐานต่อการพัฒนาในอนาคต (ตามหลักช่องว่างการออมการลงทุน)

นั่นเองเป็นสาเหตุที่ว่า กลุ่มประเทศนอร์ดิกถึงมี บริษัทขนาดใหญ่ ที่มีคุณภาพ และมี ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้า อยู่เสมอ อาทิเช่น โนเกีย และ อีริคสัน (บริษัทผลิตมือถือ) วอลโว่ และ สแกนเนีย (บริษัทรถยนต์) และ อิเกีย (บริษัทเฟอร์นิเจอร์) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเงินทุนให้ วิจัยพัฒนา อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในระดับต่ำก็มีส่วนช่วยทำให้ เกิดการลงทุน เช่นกัน เนื่องจากทำให้ ภาคเอกชน มีเงินทุนมากขึ้น รวมถึงจูงใจให้ บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เข้ามาลงทุนโดยตรงในประเทศเหล่านี้ด้วย

ส่วนข้อเสียประการที่สองนั้น ไม่ปฏิเสธว่าในช่วงหนึ่งนั้น การที่รัฐนอร์ดิกคำนึงถึงความเท่าเทียมมากเกินไปทำให้ ระบบมีปัญหา เพราะเป็นการลดทอนประสิทธิภาพของระบบสวัสดิการเหล่านั้นลง อาทิเช่น เดิมที ระบบการศึกษา ของนอร์ดิกนั้นจะไม่เน้นนักเรียนเก่งมากนัก แต่จะเน้นที่ให้เด็กทั้งห้องเรียนทันกันเป็นหลัก ทำให้เด็กเก่งไม่ได้รับการฝึกฝนเต็มที่

ดังนั้น ในระยะหลัง รัฐบาลนอร์ดิกได้ทำการดึงภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในสวัสดิการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบคูปองการศึกษา (School Voucher) ที่เป็นการแจกคูปองให้ผู้ปกครองสามารถนำไปจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนให้กับ โรงเรียนเอกชน ที่เน้นคุณภาพการเรียนการสอน ทำให้เกิดการแข่งขันขึ้น และทำให้คุณภาพดีขึ้นเป็นลำดับ

ด้านอื่นๆ อาทิเช่น การสร้างโรงพยาบาลใหม่ๆ ยังมีการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วม (Public-Private Partnership : PPP) ทำให้คุณภาพการรักษาพยาบาลได้รับการปรับปรุงมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า ไม่มีระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบใดที่ดีที่สุดตลอดกาล เนื่องจากสภาพแวดล้อม การแข่งขัน ตลอดจนระบบสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับระบบรัฐสวัสดิการของนอร์ดิกที่ผ่านการปฏิรูปหลายครั้ง

กระนั้นก็ตาม การที่ประเทศหนึ่งๆ จะเลือกระบบสังคมเศรษฐกิจแบบใดนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ และการตัดสินใจของประชาชนในประเทศนั้นเป็นหลัก การใช้ความรุนแรง ใช้กำลังเข้าข่มขู่นั้นมิใช่หนทางของอารยชนแม้แต่น้อย เช่นเดียวกับผู้กุมอำนาจอธิปไตยในมือ จะต้องคำนึงถึงชีวิตของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความของอาจารย์ป๋วยนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า "เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ๆ อย่างบ้าๆ คือ ตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น ตายในสงครามกลางเมือง หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ"

เพราะร่างไร้ชีวิตที่ผ่านเชิงตะกอนแล้วนั้น ไม่มีวันหวนฟื้นขึ้นใหม่ได้อีกต่อไป

หมายเหตุ : บทความนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่

 

 

Make a Free Website with Yola.